เสียงสวรรค์แห่งสี่สาวงามอมตะ 天香国色-中国古代四大美人

 

เสียงสวรรค์แห่งสี่สาวงามอมตะ(3)
天香国色-中国古代四大美人

 

 

 

เตียวฉาน 貂蝉-สาวนางรำผู้สยบชายอกสามศอก
(Showgirl Diao Chan)-แทรคที่ 5

 

เตียวฉานเป็นสาวงานในยุคตงฮั่น 东汉(ฮั่นตะวันออก) ตอนปลาย (ค.ศ .21-220) ในยุคที่กบฏโพกผ้าเหลืองก่อความไม่สงบทั่วแผ่นดินจีน เตียวฉาน 貂蝉ผู้มีกำ ลังต่างรวบรวมไพร่พลตั้งตนเป็นใหญ่ จนแผ่นดินจีนแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า และเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสามก๊ก 三国  ต่งจั๊ว 董卓 หรือตั๋งโต๊ะเองก็ สามารถตั้งตนขึ้นมาได้โดยมีทหารฝีมือดีและรับไว้เป็นลูกบุญธรรมในภาย หลัง คือลิโป้ 吕布 ซึ่งเป็นคนมุทะลุ และลุ่มหลงสตรีเพศพอ ๆ ับตั๋งโต๊ะที่สำคัญพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตน แม้กระทั่งฆ่าบิดาตนเอง

 

หวังหยุน王允-พ่อเลี้ยงเตียวฉานหรือเตียวเซี่ยนทนเห็นขุนนางชั่วอย่างตั๋งโต๊ะกำลังโค่นราชวงศ์ตงฮั่นไม่ได้ จึงคิดหาทางกอบกู้ แต่ก็คิดอะไรไม่ ออก ได้แต่กลัดกลุ้ม จนวันหนึ่งเตียวเซี่ยนเห็นเข้าเลยเกิดความไม่สบาย ใจ จึงเข้าไปเสนอตัวต่อพ่อบุญธรรม-หวังหยุน เพื่อช่วยเหลือพ่อเป็นการ ตอบแทนบุญคุณที่เลี้ยงดูมาแต่เล็ก หลังจากนั้น หวังหยุนเลยได้ความคิด ออกอุบายยกเตียวเซี่ยนไปให้ลิโป้อย่างลับ ๆ ในขณะเดียวกัน ในทางเปิด เผยก็ยกเตียวเซี่ยนให้กับตั๋งโต๊ะ เมื่อเป็นดังนี้ ตั๋งโต๊ะกับลิโป้ต่างฝ่ายต่าง ระแวงต่อกัน จนวันหนึ่ง ตั๋งโต๊ะเข้าว่าราชการ ลิโป้เลยฉวยโอกาสเข้าไป ในจวนของตั๋งโต๊ะเพื่อพบกับเตียวเซี่ยน นางเห็นลิโป้ก็ใช้มารยาหญิงที่พก มาร้อยเล่มเกวียนทำทีร้องห่มร้องไห้ฟ้องลิโป้ว่าตั๋งโต๊ะปฏิบัติต่อนางไม่ดี ลิโป้ได้ยินดังนั้นจึงเดือดเป็นฟืนเป็นไฟ ในขณะนั้นพอดีตั๋งโต๊ะกลับมาเห็น ทั้งสองเข้า นางก็วิ่งไปหาตั๋งโต๊ะกล่าวหาลิโป้ลวนลาม ทั้งสองจึงเกิดโทสะ ต่อสู้กัน และลิโป้ก็ได้ตอบแทนบุญคุณพ่อบุญธรรมด้วยคมกระบี่ ในขณะที่เตียวเซี่ยนได้ตอบแทนบุญคุณพ่อบุญธรรมด้วยการเสียสละกอบกู้ชาติได้สำเร็จ

 

แทรคนี้เริ่มต้นด้วยเสียงกระหน่ำกลอง และเสียงเอ้อหูที่สูงค่อนข้างบีบคั้น อารมณ์  แสดงถึงภาพของยุคสมัยที่วุ่นวายในบ้านเมือง ชีวิตที่ยากเข็น จากนั้นเสียงเอ้อหูเปลี่ยนเป็นโทนเสียงเร็ว สนุกสนาน แบบทะเล้นขี้เล่น เหมือนดั่งสาวงามอารมณ์ดีค่อย ๆ แง้มเปิดผ้าที่ปกปิดใบหน้า และเผยให้ เห็นรอยยิ้มอันอ่อนหวาน สุสานเตียวฉานเขาจะอื่นใครมิได้ นอกจากเตียนฉาน สาวงาม แห่งยุค เสียงดนตรียังคงมีชีวิตชีวาอย่างสนุกสนานเหมือนกับการร่ายรำ ของเตียวฉาน หมุนตัวซ้ายที ตวัดแขนเสื้อที่ยาวพลิ้วไสวอย่างงดงาม รอย ยิ้มบนใบหน้าตรึงสายตาทุกคู่มองไปที่จุดเดียวกัน  เสียงเอ้อหูยังคงไต่ตัว โน้ตอย่างสนุกปนทะเล้นเหมือนกับผีเสื้อสีสวยบินโฉบไปทางนี้ที โฉบไป ทางโน้นที  จากนั้นเสียงจากหมู่ไวโอลินห้อมล้อมขับให้เสียเอ้อหูโดดเด่น กังวานยิ่งขึ้น เครื่องสายต่างสายพันธุ์ต่างทั้งโต้ทั้งรับอย่างสนุกสนานเช่น เดียวกับการร่ายรำของเตียวฉานที่สะบัดชายแขนเสื้อไปทางหมู่ชายชาตรี ที่รายล้อมจนหัวใจเต้นระส่ำจนแทบจะล้อมละลายกับความหวานและอ่อน โยนของรอยยิ้มบนใบหน้า

 

เสียงเอ้อหูเริ่มอ่อยเนิบ ๆ อีกครั้ง นี่คือความรู้สึกที่แท้จริงของเตียวฉานที่ มีเฉพาะยามคำคืนเท่านั้นถึงมีเวลาเป็นของตัวเอง แต่ก็หามีใครได้ยินเสียง บ่นรำพึงรำพรรณไม่ นอกจากดวงจันทร์บนท้องฟ้า ความน้อยใจที่ต้องเกิด มาในยุคบ้านเมืองที่วุ่นวาย ชะตากรรมชีวิตนางรำที่ไม่ทราบวันคืนใดถึงจะหลุดพ้นท่อนท้ายเพลงเสียงเอ้อหูเร่งจังหวะเร็วขึ้นและคึกคักขึ้นอีกครั้ง ในเป็นวัน
ใหม่ที่เตียวฉานจะต้องแต่งหน้าฉีกยิ้มร่ายรำอีกวันหนึ่ง เตียวฉานคงต้อง เผชิญกับชะตาชีวิตเช่นนี้ต่อ ๆ ไป.......

(ภาพประกอบ : สุสานเตียวฉาน)

หน้าถัดไป