ประวัติการศึกษาภาษาจีนในไทย - 泰国华文学校史

 

ประวัติการศึกษาภาษาจีนในไทย (7)
ผ่านประสบการณ์ของอจ.อารี ภิรมย์ ยุคการฑูตใต้ดิน

 

ไม่ไปฉลองวันชาติที่สถานทูตไต้หวัน (3)

 

อารีย์ ภิรมณ์

อาจารย์ อารีย์ ภิรมณ์ (陈文彬)


ขณะที่นายตำรวจสันติบาลผู้มีจิตสำนึกในทางที่ถูกอย่างน่าชมเชยนี้มาหาผมบ่ายแล้ว จะเป็นบ่ายกี่โมงจำไม่ได้ เมื่อผมทราบดังนั้นจึงถามนายตำ รวจผู้นั้นว่ามีทางอะไรช่วยโรงเรียนได้บ้าง จะไปหาท่านผู้การที่จะลงนามในหนังสือฉบับนี้ได้อย่างไร เพราะผมไม่รู้จักบ้านท่าน ไม่รู้จะพบได้หรือ ไม่


นายตำรวจผู้นั้นพูดว่า  “ไม่เป็นไร ผมจะพาคุณอารีไปให้รู้จักบ้านพรุ่งนี้ต้องไปหาท่านถึงบ้านก่อนท่านออกไปทำงาน บ่ายวันนี้ถ้าไปพบคุณหลวง อดุลย์ฯ ที่วังปารุส ซึ่งท่านผู้อำนวยการเคารพที่สุด ขอให้คุณหลวงอดุลย์ ท่านช่วยอีกแรงหนึ่งคงสำเร็จ  คุณอารีรู้จักคุณจำรัส มัณทุกานนท์ และ คุณหลวงอดุลย์ เดชจรัส มิใช่หรือ”

 

“ครับ ผมรู้จักทั้งสองท่าน แต่ไม่ได้พบกันสิบกว่าปีแล้ว” ว่าแล้วผมจึงรีบขึ้นรถจิ๊ปให้นายตำรวจสันติบาลผู้มีจิตใจที่ผมควรกราบขอบคุณให้ท่านขับ ไปให้รู้จักบ้าน พล.ต.ท. จำรัส มัณทุกานนท์ เมื่อรู้จักแล้ว ได้ขอให้ไปส่งผมถึงหน้าวังปารุสอีก

 

ความจำเป็นบังคับให้ผมต้องกล้าบุกไปหาคุณหลวงอดุลย์จนพบเคยเห็นหน้าพูดจากันหลายครั้งเมื่อยี่สิบสมปีก่อน พอทวนความหลังท่านก็จำได้ ผมเล่าเรื่องถูกจับหลายครั้งและโรงเรียนจะถูกปิดให้ท่านฟัง

 

ท่านอุทานออกมาว่า “ตำรวจเขาทำกับคุณอารีถึงขนาดนั้นเชียวหรือ” ว่าแล้วไปหยิบนามบัตรจากลิ้นชักมาเขียนถึง พล.ต.ท. จำรัส มีคำหนึ่งขีด เส้นใต้ว่า “ขอให้คุณจำรัสให้ความเป็นธรรมแก่คุณอารีอย่างถูกต้องเหมาะสม”

 

ผมรับนามบัตรมาแล้วกราบขอบคุณท่าน ท่านว่า “ผมขีดเส้นใต้ไว้ถึงใครเขาเก็บได้ ก็ติผมไม่ได้”

 

คุยกันถึงเรื่องราวเก่า ๆ สมัยจอมพล ป. และเรื่องรัฐประหารนานพอสมควรแล้วจึงกราบลาท่านกลับ

 

วันรุ่งขึ้น ผมไปหา พล.ต.ท.จำรัส มัณทุกานนท์แต่เช้าไปถึงบ้านท่าน พอดีท่านแต่งตัวจะไปทำงานลงจากชั้นบน แสดงความเคารพท่านแล้วเข้า ห้องรับแขกโดยไม่รอให้เชิญ ท่านบอกให้นั่งและถามว่า “มีธุระอะไรหรือ”

 

ผมตอบว่า “มีครับ” แล้วส่งนามบัตรคุณหลวงอดุลย์ฯให้ท่าน ท่านรับไปดูแล้วอุทานออกมาว่า “แหม ไปหาท่านมาแล้วหรือ เรื่องมันอย่างไรกันแน่”ผมจึงเล่าให้ฟังว่า “เขาพยายามหาเรื่องจะปิดโรงเรียนผมโดยจะอาศัยหนังสือตำรวจที่ตอบไปเป็นข้ออ้างว่า ผมขาดคุณสมบัติเป็นเจ้าของผู้จัดการโรงเรียน จะได้ถอนใบอนุญาตผม ก็เท่ากับปิดโรงเรียนนั่นเอง เพราะถอน คนเก่าแล้วไม่ยอมให้แต่งตั้งคนใหม่ขึ้นเป็นแทน”

 

ท่านรับปากว่าจะดูเรื่องให้ โดยถือความถูกต้องเป็นธรรมอย่างเหมาะสมเป็นใหญ่ผิดก็ว่ากันไปตามผิด ถูกก็ว่ากันไปตามถูก ผมยกมือขึ้นไหว้ด้วย ความเคารพแล้วลากลับ เพราะไม่มีเวลาจะคุยกับท่านนาน

 

ต่อมาได้ข่าวว่า เช้าวันนั้นพอคุณจำรัสนเข้าห้องทำงานหนังสือเรื่องผม เขาได้เตรียมเสนอให้ท่านเซ็นอยู่บนโต๊ะตรงหน้าเก้าอี้แล้ว เปิดแฟ้มออกก็ เห็น เรื่องผมเป็นฉบับแรกข้อความในหนังสือมีว่า “นายอารี ภิรมย์ ถูกจับเป็นคอมมิวนิสต์หลายหนหลายครั้ง  เวลานี้มีคำสั่งรอการเนรเทศตลอด ชีวิตอยู่”

 

ถ้าท่านเซ็นส่งไปกระทรวงศึกษา ผมต้องถูกถอนใบอนุญาตเจ้าของผู้จัดการเป็นแน่ หนังสือที่เตรียมมานั้นพูดเรื่องผมไม่ครบถ้วน ท่านจึงเติมให้ ครบถ้วนสมบูรณ์ดังนี้ “นายอารี ภิรมย์ ถูกจับเป็นคอมมิวนิสต์หลายหนหลายครั้ง แต่ถูกปล่อยตัวทุกครั้งเพราะไม่มีความผิด เรื่องคำสั่งเนรเทศ ตลอดชีวิต นายอารี ภิรมย์กำลังเป็นโจทก์ยื่นฟ้องรัฐมนตรีมหาดไทย ขอศาลสั่งให้ถอนคำสั่งเนรเทศ เวลานี้กำลังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล”

 

ท่านแก้เสร็จจึงกดกระดิ่งเรียกพนักงานพิมพ์ดีด ให้พิมพ์ใหม่เสนอมาให้เซ็นในวันนั้น เมื่อพนักงานพิมพ์ดีดรับเรื่องไปพิมพ์ต้องพลอยแตกตื่นวิ พากษ์วิจารณ์กันไปด้วย เพราะไม่เคยมีเรื่องที่เสนอมาเซ็นต้องแก้ใหม่เช่นเรื่องนี้เลยนับแต่นั้นมาโรงเรียนและตัวผมเองจึงพ้นจากการแกล้งหาเรื่องอีก เรื่อง ของชีิวิตและงานการพูดยากจริง

 

 

 

<<<ย้อนกลับ

 

 

ขอขอบคุณ สำนักพิมพ์สุขภาพใจ ความเอื้อเฟื้อและไมตรีอันดียิ่งจากคุณ บัญชา เฉลิมชัยกิจ ที่อนุญาตให้นำข้อความในหนังสือ “ประวัิติศาสตร์การฑูตจีน-ไทยยุคใต้ดิน” มาเผยแพร่ในเว็บไซต์ ThaiChinese.Net ซึ่งหวัง เป็นอย่างยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน