ประวัติการศึกษาภาษาจีนในไทย - 泰国华文学校史

 

ประวัติการศึกษาภาษาจีนในไทย (1)
ผ่านประสบการณ์ของอจ.อารี ภิรมย์ ยุคการฑูตใต้ดิน

 

ผมมีความสงสัยมาช้านานแล้วว่า เหตุใดลูกหลานจีนในประเทศไทยจึงพูด และอ่านเขียนภาษาจีนได้น้อยมาก โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเหมืองหลวง อย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะพูดได้เฉพาะภาษาแต้จิ๋วเป็นส่วนใหญ่ สำหรับ คนที่ยังพอพูด อ่าน ภาษาจีนกลางได้ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อยู่ต่างจังหวัด แทบทั้งนั้น และที่แปลกคือ จะเป็นลูกหลานจีนที่อยู่ทางชายแดนทางเหนือ และทางใต้ กล่าวคือ ทางเหนือแถวเชียงรายจะเป็นลูกหลานของพวกจีนฮ่อ ซึ่งสมัยสงครามโลก บรรพบุรุษของพวกเขาเคยร่วมต่อสู้กับกองทัพของ ก๊กมิ่งต๋งของเจียงไคเชค ในนานกองพล 93 เดิมทีคนกลุ่มนี้จะไม่เรียนภาษาไทยเลย และทางรัฐบาลเกาะไต้หวันก็ให้การสนับสนุนบุตรหลานของคน เหล่านี้ให้ศึกษาภาษาจีนขั้นพื้นฐานในไทย  และไปศึกษาต่อที่กรุงไทเป โดยทุนของรัฐบาลไต้หวัน แต่การสนับสนุนนี้ได้ลดน้อยหรือสิ้นสุดลงเมื่อ สมัยรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์  โดยตกลงกับรัฐบาลไต้หวันให้ กองกำลังของกองพล 93 สลายตัว และรัฐบาลไทยจะสนับสนุนดูแลชาวจีนฮ่อเหล่านี้ในฐานะพลเมืองไทย และรับการศึกษาภาษาไทยรวมทั้งส่งเสริมอาชีพการปลูกใบชา แทนฝิ่นในสมัยก่อน แต่สำเนียงของคนจีนกลุ่มนี้ ยังออกสำเนียงแบบหยุนหนาน 云南 เนื่องจากอพยพมาจากมลฑลหยุนหนานของจีนเฉินผิง หรือ จินเปง

 

คนจีนอีกกลุ่มที่สามารถอ่าน เขียน ภาษาจีนกลางได้คือ ลูกหลานจีนที่เกิด ในภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่ภูเก็ต สงขลา ยะลา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคน จีนฝูู่เจี้ยน 福建 หรือฮกเกี้ยน รวมทั้งคนจีนแต้จิ๋ว กวางตุ้ง กวางสี แคะ เป็นต้น ในสมัยก่อน ครอบครัวที่พอมีฐานะก็จะส่งบุตรหลานไปเรียนหนังสือ ที่เกาะปีนัง และส่วนใหญ่ก็จะมีญาติอยู่ในมาเลเซียด้วย เนื่องจากอพยพมาทางเรือขึ้นฝั่งที่แหละมาลายู ส่วนหนึ่งตั้งรกรากในมาเลเซียเลย อีกส่วนหนึ่ง อพยพขึ้นเหนือเข้าสู่แผ่นดินไทย ลูกหลานของคนจีนกลุ่มนี้จึงยังสืบทอด การเรียนภาษาจีนจนทุกวันนี้ ถึงแม้ความเข้มข้นจะลดน้อยลงก็ตาม

 

การส่งเสริมให้ลูกหลานจีนเรียนรู้ภาษาจีน ไม่ได้เป็นการแบ่งเขาแบ่งเรา แต่เรามีความเห็นว่า ไม่เฉพาะแต่คนจีนเท่านั้นที่ควรจะรักษาภาษาพ่อแม่ ของตนเอง ถึงแม้จะอยู่ประเทศไทยก็ตาม คนอินเดีย คนมาลายูทางใต้หรือชาวไทยมุสลิม คนไทยใหญ่ หรือแม้แต่คนเหนือหรือล้านนาก็ตามซึ่งต่างก็มีภาษาพูดและภาษาเขียนของตนเอง เราควรที่จะอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานได้สืบทอดไม่ให้สูญหาย ยิ่งภาษาจีนเป็นภาษาทางการ 1 ใน 5 ของสหประชาชาติ และกำลังมีบทบาทแซงหน้าภาษาญี่ปุ่น เรายิ่งควรส่งเสริมให้ลูกหลาน จีน หรือแม้แต่คนอื่น ๆ ที่สนในศึกษาภาษาจีนควรที่จะเอาใจใส่ในการศึกษา

 

 

ทหารปลดแอกมาลายา

 

 

แต่สิ่งที่เป็นคำถามคาใจมานานคือ เหตุไฉนลูกหลานจีนจึงอ่านเขียนภาษา จีนไม่ได้ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ ผมได้ นำข้อสงสัยนี้พูดคุยกับผู้รู้เกี่ยวกับจีนหลานท่าน ส่วนใหญ่จะลงความเห็น เหมือนกันคือ สาเหตุมาจากด้าน “การเมือง” ซึ่งก็คงจริงในด้านหนึ่งเนื่องจากได้รับรู้และสัมผัสด้วยตนเองในสมัย รัฐบาลเผด็จการที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์แบบหัวชนฝาที่มีการสั่งเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์จีน ข่าวไหนที่กล่าวถึง ประเทศจีนก็จะถูกป้ายสีดำด้วยหมึกจีน แต่ก็ยังมีคนพยายามล้างหมึกออก จนอ่านได้บ้าง ทางการก็หนักถึงขั้นเอากรรไกรตัดเลย ฉะนั้นใครเคยอ่านหนังสือพิมพ์จีนสมัยก่อนจะรู้สึกตลกไม่ออกที่หนังสือพิมพ์ขาดรุ่งริ่ง

 

แต่ผมก็ได้ถามต่อผู้รู้ท่านนั้นอีกกว่า ถ้าหากปัจจัยเรื่องการเมืองล้วน ๆ ประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างมาเลเซียน่าจะสั่งห้ามการเรียนภาษาจีนเข้มงวดกว่าไทย เนื่องจากคนจีนในมาเลเซียเคยเกือบถูกชาวจีนที่นำโดยเฉินผิง 陈平 หรือที่ทางการไทยเรีย “ชินปิง” ี่ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา เข้ายึด อำนาจทางการเมืองสำเร็จ ถ้าไม่ถูกอังกฤษส่งไส้ศึกและฆ่ากวาดล้างเสียก่อน แต่ชาวจีนในมาเลเซียกลับได้รับการเปิดกว้างด้านการใช้ การเรียน ภาษาจีนมากกว่าไทย พวกเขามีสื่อภาษาจีนเกือบทุกประเภท ทั้งวิทยุ หนัง สือพิมพ์ โทรทัศน์ และโรงเรียนสอนภาษาจีนอีกทุกที่ที่มีคนจีนอาศัยอยู่ ผมจึงคิดว่าปัจจัยการไม่รู้ภาษาจีนของลูกหลานจีนไม่น่าจะเป็นปัจจัยด้าน การเมืองอย่างเดียวแล้ว มันน่าจะมาจากนโยบาย และทัศนะคติของรัฐบาล รัฐไทยที่มีต่อคนจีน รวมถึงคนต่างเชื้อชาติอื่น ๆ ด้วย

 

 

จนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้ข้อมูลจากข้อเขียนของอาจารย์อารี ภิรมย์ ในหนังสือ ชื่อ “ประวัติศาสตร์การฑูตจีน-ไทย ยุคใต้ดิน”โดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจ ตีพิมพ์ครั้งที่ 3 (เล่มที่ผมใช้อ้างอิง) เมื่อเดือน เมษายน 2548 ซึ่งเป็น การเล่าถึงเหตุการณ์สมัยที่ตัวเองเป็นหัวหน้าฑูตใต้ดิน ให้กับรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพื่อพยายามสร้างสัมพันธไมตรีกับประเทศจีน บทความที่คัดมาเกี่ยวกับการศึกษาภาษาจีนในไทยนี้ เป็นเนื้อหาที่ขณะที่ อจ.อารี ภิรมย์ อยู่ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จีนต้องการทราบถึงเรื่อง ต่าง ๆ ในประเทศไทย รวมทั้งเรื่องการเรียนภาษาจีนในไทยด้วย ซึ่ง “ผม” ในบทความคือสรรพนามแทนตัวอจ.อารี ภิรมย์เอง ขอให้อ่านบทความ เพื่อความเข้าใจเรื่องนี้กระจ่างยิ่งขึ้นในหน้าต่อไปครับ

 

ภาพประกอบ : เฉินผิง (บน) ทหารปลดแอกพรรคอมมิวนิสต์มาลายา (ล่าง)

 

หน้าถัดไป