|
ประวัติการศึกษาภาษาจีนในไทย (2) ผ่านประสบการณ์ของอจ.อารี ภิรมย์ ยุคการฑูตใต้ดิน
โรงเรียนจีนในเมืองไทย
คนนั่งอยู่ในห้องฟังแล้วคงสนใจ มีคนหนึ่งพูดขึ้นว่า ได้รับความรู้เมืองไทย ดีขึ้น ขณะเดียวกัน อีกคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “ทราบว่าคุณถูกจับในข้อหาคอม มิวนิสต์สองครั้งและถูกออกจากราชการที่ทำมาตั้ง 20 ปี เพราะตั้งโรง- เรียนราษฎร์สอนภาษาจีน เรื่องมันเป็นมาอย่างไร พวกเราอยากรู้ด้วย อยากรู้เรื่องโรงเรียนจีนในเมืองไทยแต่ต้นมาจนถึงขณะนี้ คุณพอจะช่วย เล่าให้ฟังได้ไหม เวลายังมีแต่ถ้าเหนื่อยแล้วก็ยกไปเล่าวันหลัง”
ผมเห็นว่ายังมีเวลาพอและไม่เหนื่อยอะไร ถึงกล่าวว่า“ถ้าเป็นความต้อง- การของพวกท่าน จะพยายามเล่าให้ฟังเท่าที่จำได้เพราะเรื่องการศึกษานี้ ผมเป็นเจ้าของและผู้จัดการโรงเรียนมีความสนใจเป็นพิเศษ เคยจดไว้ที่ บ้าน มีบันทึกหัวข้อย่อยๆติดมาด้วย ปัญหาเรื่องโรงเรียนนี้มีความยาวและ ยุ่งยากมาก จึงไม่ขอพูดโดยละเอียด จึงขอพูดเกี่ยวกับประวัติโดยสังเขป เท่านั้น
ชาวจีนที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยสมัยก่อน ดร.ซุน ปฏิวัติเปลี่ยนการปก- ครอง มุ่งหน้าแต่ทำมาหากินด้วยความขยันขันแข็ง อยู่ไปไม่กี่ปีตั้งหลัก- ฐานได้ เมื่อตั้งครอบครัวมีหลักฐานแล้ว บางคนนึกถึงหนังสือจีนอันเป็น หนังสือประจำชาติของตน ก็อยากให้ลูกหลานได้เรียนรู้ เพื่อใช้ติดต่อประ กอบอาชีพทางการค้า เพราะการค้าขายตามเมืองต่างๆในเอเชียภาคใต้ ตกอยู่ในมือจีนเป็นส่วนมาก หนังสือจีนเป็นสื่อติดต่อการค้าได้ดีเป็นพิเศษ เมื่ออยากให้ลูกหลานเรียนรู้หนังสือจีน จึงไปค้นหาชาวจีนผู้รู้หนังสือที่เฝ้า ศาลเจ้ามาสอนถึงบ้าน ต่อมาคนจีนที่คิดตั้งโรงเรียนจีนขึ้นในเมืองไทย เดิมทีก็มีความนึกคิดและต้องการเพียงข้อนี้เท่านั้น
เมื่อดร.ซุน ปลุกใจรวบรวมกำลังชาวจีนผู้รักชาติ ขึ้นเปลี่ยนการปกครอง แล้ว ความไหวตัวทางการเมืองได้ปลุกชาวจีนให้ตื่นตัวในเรื่องรักชาติขึ้น ทั้งในและต่างประเทศทั่วไป ความรักชาติมีผลสะเทือน ให้เริ่มมองเห็น ความสำคัญของการศึกษา จึงตั้งโรงเรียนขึ้นสอนหนังสือจีนแก่ลูกหลาน การสอนหนังสือจีนในเมืองไทยมีประวัติที่ควรสนใจดังนี้
โรงเรียนจีนแผนใหม่แห่งแรกที่ตั้งขึ้นในเมืองไทย คือ โรงเรียนฮั่วเอียะ ตั้งขึ้นที่ตรอกกัปตันบุช เมื่อปี พ.ศ.2451 เมื่อโรงเรียนนี้เลิกล้มไป จีนแต้ ้จิ๋วได้ตั้งโรงเรียนซินเมินขึ้นสอนหนังสือจีนด้วยภาษาแต้จิ๋ว เป็นเหตุให้จีน ภาษาอื่นเอาอย่าง ตั้งโรงเรียนประจำภาษาของพวกต้นขึ้นบ้าง รวมเป็น หลายโรงเรียนด้วยกัน
สมาคมจีนแคะ ตั้งโรงเรียนจิ้นเตอะ ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2456 สมาคมจีนกวางตุ้ง ตั้งโรงเรียนเม่งตัก ขึ้น พ.ศ.2457 สมาคมฮกเกี้ยน ตั้งโรงเรียนป้วยง้วน ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2458 สมาคมไหหลำ ตั้งโรงเรียนยกหมิน (ยุหมิน) ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2464
หลังจากประเทศจีนปฎิวัติล้มกษัตริย์ราชวงศ์เช็ง และตั้งประชาธิปไตยขึ้น โดย ดร.ซุน เมื่อปี พ.ศ.2455 แล้ว ครูโรงเรียนจีนที่มาจากเมืองจีนมาดำ เนินการอยู่ตามโรงเรียนในเมืองไทย โดยมากเป็นคนสมัยใหม่ที่สนใจ การเมือง และโรงเรียนจีนเวลานั้นก็สอนแต่หนังสือจีน ไม่สอนหนังสือ ไทยเลย
เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติ กระทรวงธรรมการ (ศึกษาธิ การ) ของไทยสมัยนั้น จึงต้องตราพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ขึ้นใช้ บังคับ เมื่อปี พ.ศ.2461 และส่งครูไปช่วยส่งเสริมกิจการโรงเรียนจีนให้ ปฏิบัติถูกต้องตามประราชบัญญัติฉบับนั้นด้วย การที่กระทรวงศึกษาธิการ ตราพระราชบัญญัติฉบับนั้นขึ้นใช้ เป็นเหตุให้ผู้ดำเนินกิจการโรงเรียนจีน ส่วนหนึ่งเกิดความเข้าใจผิด กระทรวงศึกษาธิการขณะนั้น จึงเชิญหัวหน้า โรงเรียนจีน ไปพบปะปรับความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่กระทรวงที่สามัคยา- จารย์ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2470 สรุปความสำคัญที่ได้จากการพบปะครั้ง นั้นมีว่า
การศึกษาในด้านโรงเรียนราษฎร์ เป็นการร่วมมืออันสำคัญระหว่างราษฎร์ กับรัฐบาลในอันที่จะจัดการศึกษาให้แพร่หลายออกไป จึงมีพระราชบัญ- ญัติโรงเรียนราษฎร์ขึ้น ด้วยความประสงค์ที่จะบำรุงกิจการแผนกนี้ ให้ เจริญยิ่งขึ้น หาใช่เป็นการกดขี่บังคับดังที่บางคนเข้าใจไม่ รัฐบาลไม่รัง- เกียจที่โรงเรียนจีนจะอบรมเด็กจีนแท้ๆ โดยเลือดเนื้อเชื้อไขให้รักชาติจีน แต่อย่าให้เป็นทำนองเร้าใจเด็ก ให้ประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความสงบ สุขของบ้านเมือง หรือให้คนจีนต่อคนจีนหรือต่อชาวต่างประเทศอื่นเกิด การต่อสู้กันขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นเหตุให้เจ้าของบ้านไม่เป็นอันอยู่ สุข ฉะนั้น ขอให้ฝ่ายโรงเรียนจีนที่มาประชุมช่วยพยายามอย่าให้มีเรื่องที่ จะทำให้นักเรียนเกิดการฮึกเหิมขึ้นได้ การทำได้เช่นนี้จึงนับได้ว่าร่วมมือ กันจัดการศึกษาโดยแท้จริง
|