ประวัติศาสตร์จีน-中国历史

ประวัติศาสตร์จีนยุคก้าวสู่จีนยุคใหม่-ประเทศสาธารณะรัฐจีน 中华民国

 

 

 

กบฏนักมวย

ขบวนนักศึกษาในเหตุการเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม (五四运动)

 

ประวัติศาสตร์จีน-ประเทศสาธารณะรัฐจีน 中华民国

 

การปฏิวัติประเทศจีนสู่สาธารณะรัฐของดร.ซุนยี่เซียน 孙逸仙 และพรรคพวกมีความคืนหน้าอย่างเชื่องช้า  เนื่องจากขาดแคลนกองกำลังของตนเอง ในขณะที่หยวนซื่อข่าย 袁世凯 กลับทำสิ่งที่นอกลู่นอกทางของรัฐสภา เขาได้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เขามีอำนาจเด็ดขาด

 

เดือนสิงหาคม 1912 เพื่อนรวมอุดมการณ์ของดร.ซุนคือ  ซ่งเจี้ยวเหยิน 宋教仁 ได้ก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ชื่อพรรคกั๊วหมิง  国民党  หรือก๊กมิ่งตั๋ง หรือบางครั้งรู้จักรในนามพรรคชาตินิยม ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มการเมืองย่อยต่าง ๆ  รวมทั้งสมาคมถงเหมิง 同盟会 ของดร.ซุนด้วย ในการเลือกตั้งปี 1913 กุมภาพันธ์ ซ่งรณณรงค์ในการหาเสียงเลือกตั้งด้วยการชี้การไม่ชอบพามากลในการบริหารของหยวนซื่อข่าย  และก็ได้กวาดที่นั่งเสียงส่วนใหญ่เข้ามา หลังจากนั้นซ่งก็ถูกหยวนลอบสังหาร หลังจากที่หยวนได้พยายามมาแล้วหลายครั้ง  ความเกลียดชังของประชาชนที่มีต่อหยวนยิ่งทวีมากขึ้น  ในฤดูร้อนปี 1913  เจ็ดจังหวัดทางใต้ของจีนได้ประกาศเป็นอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาลของหยวน เมื่อการก่อการลุกฮือขึ้น ดร.ซุนและคนใกล้ชิดหลบไปอยู่ประเทศญี่ปุ่น  เดือนตุลาคม ปี 1913 รัฐสภาได้มีมติเลือกหยวนเป็นประธานาธิบดีของสาธารณะรัฐจีนอย่างเป็นทางการ และมอบอำนาจทั้งหมดอยู่ในมือของหยวน เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ  หยวนซื่อข่ายต้องยอมมอบอิสระภาพแก่ประเทศมองโกลนอกและซีจ้าง 西藏 หรือธิเบต

 

เดือนพฤศจิกายน หยวนซื่อข่ายในฐานะประธานาธิบดีได้ออกคำสั่งให้ยุบพรรคกั๊วหมิง และให้สมาชิกรัฐสภาของพรรคกั๊วหมิงถอนตัวออกจากสภาจากนั้นไม่กี่เดือน หยวนยุบสภาและองค์กรปกครองท้องถิ่งทั้งหมดพร้อมกับแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เขาสามารถอยุ่ในอำนาจได้ชั่วชีวิต  แต่ก็ยังไม่เป็นที่พึงพอใจของหยวนอยู่ดี  ปลายปี 1915 หยวนได้ประกาศจะตั้งตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ ประชาชนไม่พอใจพากันลุกฮือทั่วประเทศ หลายจังหวัดประกาศขอเป็นอิสระ ประเทศจีนแตกเป็นเสี่ยง ๆ พวกขุนศึกต่างแย่งชิงกันเป็นใหญ่ สุดท้ายหยวนก็จบชีวิตลงในปี 1916 เดือนมิถุนายน

 

ลัทธิชาตินิยมกับลัทธิคอมมิวนิสต์


หลังจากการจบสิ้นของหยวน พวกขุนศึกตามหัวเมืองต่างก็แย่งชิงกันเพื่อให้มีอำนาจควบคุมรัฐบาลปักกิ่ง   นอกจากความแตกแยกภายในแล้ว
ประเทศจีนยังถูกคุกคามจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในปี 1914  ญี่ปุ่นซึ่งอยู่ฝ่ายพันธมิตรได้รับชัยชนะ  ญี่ปุ่นจึงเข้ายึดซานตง山东ซึ่งเป็นเขตยึดครองเดิมของเยอรมัน  ญี่ปุ่นได้ยื่น “21 ข้อเรียกร้อง” (Twenty-one Demands)   มีใจความหลัก ๆ เพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถเข้าแทรกแซงกิจการภายใน และนำเอาทรัพยากรของจีนไปใช้ได้โดยไม่มีเงื่อนไข) ต่อรัฐบาลขุนศึก รัฐบาลกรุงปักกิ่งปฏิเสธข้อเรียกร้องหลายข้อ แต่ต้องยอมญี่ปุ่นในเรื่องเกี่ยวกับการครอบครองซานตงที่ญี่ปุ่นควบคุมอยู่แล้ว นอกจากนั้นรัฐบาลปักกิ่งยังต้องยอมให้ญี่ปุ่นครอบครองภาคใต้แมนจูเีรียและตะวันออกของมองโกลใน ในปี 1917 มีการตกลงกันอย่างลับ ๆ ระหว่างอังกฤษ ฝรั่งเศสและอิตาลี เพื่อยกดินแดนในเขตควบคุมแก่ญี่ปุ่น ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อให้ญี่ปุ่นส่งกองเรือรบต่อสู้กับเยอรมัน

 

ปี 1917 ประเทศจีนประกาศสงครามกับเยอรมันด้วยความหวังจะได้ดินแดนในครอบครองคืน ซึ่งขณะนั้นได้อยู่ภายในการควบคุมของญี่ปุ่นไปแล้ว แต่ในปี 1918 รัฐบาลปักกิ่งได้เซ็นข้อตกลงลับ ๆ กับประเทศญี่ปุ่นยอมรับการอ้างสิทธิเหนือซานตง เมื่อมีการประชุมสันติภาพที่กรุงปารีส
ในปี 1919 รัฐบาลจีนมีการยืนยันข้อตกลงลับที่มอบสิทธิเหนือดินแดนให้กับญี่ปุ่น เมื่อข้อตกลงลับของรัฐบาลกลายเป็นที่รับรู้สาธารณะ ทำให้ประชาชนทั้งตกใจและสิ้นหวัง  ในวันที่ 4 พฤษภาคม 1919 นักศึกษาและปัญญาชนจำนวนมากออกมาต่อต้านรัฐบาลปักกิ่งและประเทศญี่ปุ่น ความเคลื่อนไหวของเหล่าปัญญาชนได้ปลุกจิตสำนึกความรักชาติ    ความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจากปี 1917-1927  หรือที่เรารู้จักรกันว่า”เหตุการณ์ 4 พฤภาฯ” 五四运动 นักศึกษาจำนวนมากกลับจากต่างประเทศ ต่างคนต่างเสนอแนวคิดในการปฏิรูปสังคมและการเมืองจีน มีตั้งแต่ระบบตะวันตกจ๋าจนถึงระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

 

การต่อต้านขุนศึก

 

ปี 1917 ขณะที่ตร.ซุนจัดตั้งรัฐบาลที่กว่างโจว广洲 เขาได้เพิ่งพากำลังทหารของขุนศึกทางใต้  ปี 1919 ดร.ซุนก่อตั้งพรรคกั๊วหมิงเพื่อต่อต้านรัฐบาลปักกิ่ง  ดร.ซุนก็ยังคงเพิ่งพากำลังของขุนศึก ปี 1921 ดร.ซุนได้เป็นประธานาธิบดีของรัฐบาลทางใต้ เขาได้พยายามรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว จึงขอความช่วยเหลือจากทางตะวันตก แต่ความพยายามของเขาไม่ได้รับความตอบสนองจากประเทศตะวันตก เขาจึงหันหน้าหาสหภาพโซเวียตในปี 1921 ซึ่งขณะนั้นเพิ่งประสบความสำเร็จในการปฏิวัติสู่สังคมนิยม โซเวียตเองก็ต้องการผูกมิตรกับนักปฏิวัติจีน จึงประณามและโจมตีพวก“จักรวรรดิ์นิยมตะวันตก”  ในทางการเมืองนั้น ผู้นำโซเวียตใช้นโยบายสนับสนุนทั้งดร.ซุนและพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ โซเวียตคาดว่าทั้งสองพรรคสามารถรวมตัวกันได้ แต่ก็เตรียมพร้อม ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะ ปี 1922 ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกั๊วหมิงกับพวกขุนศึกแตกหักลง ดร.ซุนหนีไปซ่างไห่ 上海 และเริ่มตระหนักว่าเขาต้องขอความช่วยเหลือจากโซเวียตแล้ว  ปี 1923 ดร.ซุนได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับตัวแทนของโซเวียตประจำซ่างไห่ ในความช่วยเหลือประเทศจีนในการรวมชาติ ทางโซเวียตได้ส่งที่ปรึกษานายมิคาอิลโบโรดิน (Mikail Borodin) มาประเทศจีนในปี 1923  เพื่อช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างองค์กร   เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของพรรคกั๊วหมิงกับพรรคคอมมิวนิสต์  สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับการแนะนำให้เข้าร่วมกับพรรคกั๊วหมิง แต่ให้คงสถานะของพรรคไว้  เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนขณะนั้นยังเล็กมาก มีสมาชิกเพียง 300 คนในปี 1922  และ 1500 ในปี 1925 ในขณะที่พรรคกั๊วหมิงมีสมาชิกถึง 150,000 คนในปี 1922 โซเวียตยังแนะนำให้พรรคกั๊วหมิงจัดตั้งสถาบันการเมืองที่ฝึกเทคนิคการปลุกระดมมวลชน และได้ส่งเจี่ยงเจ้สือหรือเจียงไคเชค 蒋介石 ไปอบรมที่กรุงมอสโคว์ สหภาพโซเวียตในปี 1923 หลังการอบรมกลับมา เจี่ยงเจ้สือได้ร่วมกับดร.ซุนก่อตั้งโรงเรียนการทหารฮ๋วงผู่ 黄埔 นอกเมืองกว่างโจว  ปี 1924 เจี่ยวเจ้สือได้ขึ้นเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนการทหาร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ส่งให้เจี่ยงก้าวสู่ผู้นำระดับสูงของพรรคกั๊วหมิง และจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากดร.ซุน ดังนั้นบทบาทในการรวมชาติจึงตกอยู่ในมือของพรรคชาตินิยมฝ่ายขวา

 

ดร.ซุนกับโรงเรียนทหารหวงผู่

ดร.ซุนยัดเซ็นกับเจียงไคเชคในพิธีเปิดโรงเรียนทหารหวงผู่

 

ดร.ซุนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในกรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนมีนาคม 1925 ฤดูร้อนในปีเดียวกัน เจี่ยงเจ้สือในฐานะผู้บัญชาการทหารกองทัพปฏิวัติแห่งชาติได้เริ่มทำการกวาดล้างพวกขุนศึกทางเหนือ

หลังจากปล่อยปละมานาน  ภายในเวลาเก้าเดือนเจี่ยงสามารถควบคุมพื้นที่ได้ถึงครึ่งประเทศ อย่างไรก็ตาม ปี 1926 พรรคกั๊วหมิงแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์ก็เริ่มเติบโต เดือนมีนาคา ปี 1926 หลังเหตุการณ์ที่เจี่ยงถูกจับควบคุมตัว เจี่ยงก็ขับไล่ที่ปรึกษาโซเวียต  และสั่งห้ามไม่ให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เข้าร่วมเป็นสมาชิกระดับสูงของพรรคกั๊วหมิง และประกาศตนเป็นหัวหน้าพรรคที่ทรงอำนาจของพรรคกั๊วหมิงอย่างเต็มตัว

 

สหภาพโซเวียตยังคงหวังลึก ๆ  ไม่ให้เกิดการแตกแยกระหว่างทั้งสองพรรค จึงสั่งให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิตส์เคลื่อนไหวใต้ดินแทน และให้การสนับสนุนอย่างลับ ๆ กับการปราบขุนศึกทางเหนือ

 

ต้นปี 1927 ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกั๊วหมิงกับพรรคคอมมิวนิสต์ถึงจุดแตกหัก  สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และฝ่ายซ้ายของพรรคกั๊วหมิงตัดสินใจลาออกจากที่นั่งในรัฐบาลชาตินิยมทีเมืองกว่างโจว广州  และหวู่ฮั่น 武汉 แต่เจี่ยงซึ่งกำลังปราบปรามขุนศึกทางเหนือกำลังประสบความสำเร็จ จึงส่งกองกำลังเข้าซ่างไห่เพื่อทำลายพรรคคอมมิวนิสต์ และจัดตั้งรัฐบาลต่อต้านคอมมิวนิสต์ขึ้นที่หนานจิง南京  ในปี 1927 เมษายน ประเทศจีนจึงมีเมืองหลวงทั้งหมดสามแห่งด้วยกัน  คือ เป่ยจิง 北京เมืองหลวงของรัฐบาลขุนศึกที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ หนานจิง南京เหมืองหลวงของรัฐบาลพรรคชาตินิยมฝ่ายขวา หวู่ฮั่น 武汉 เมืองหลวงของพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคกั๊วหมิงฝ่ายซ้าย

 

Autumn Uprising

หมาเจ๋อตง毛泽东พร้อมกับพรรคพวกได้ก่อการด้ายอาวุธครั้งแรกที่หูหนาน 湖南เมื่อฤดูใบไม้ร่วงเดือนกันยายน 1927 หรือที่เรียกว่า“Automn Harvest Uprising 秋收起义

 

 

เมื่อสถานะการณ์เป็นเช่นนี้ พรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตจึงกำหนดนโยบายให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนจัดตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐบาลทั้งในเมืองและชน บทเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก่อการปฏิวัติที่จะเกิดขึ้น แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ประสบความล้มเหลวในการเข้ายึดเมืองหนานชาง南昌 เสิ่นโถวหรือซัวโถว 汕头 กว่างโจว 广州 และที่หูหนาน 湖南 ซึ่งเป็นกองกำลังชาวนาชนบทที่รู้จักรในชื่อ“การก่อการในฤดูใบไม้ร่วง” 秋收起义 ที่นำโดยเหมาเจ๋อตง 毛泽东 (1893-1976)

 

กลางปี 1927 พรรคคอมมิวนิสต์จีนอยู่ในสภาวะตกต่ำสุดขีด  พรรคถูกพันธมิตรฝ่ายซ้ายพรรคกั๊วหมิงขับออกจากหวู่ฮั่น   ปี 1928 เจี่ยงเจ้สือสามารถควบคุมประเทศจีนได้แบบเบ็ดเสร็จ  รัฐบาลหนานจิงได้รับการยอมรับจากนานาชาติให้เป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมของจีน รัฐบาลพรรคกั๊วหมิงได้ประกาศเจตนารมณ์บริหารประเทศตามอุดมการณ์สามประชานิยมของดร.ซุนยี่เซียน

 

หน้าถัดไป การเติบโตของพรรคคอมมิวนิสต์>>>