|
ความมั่งคั่งสมบูรณ์โดยไม่ต้องเพิ่งพาคนอื่นของจีนนับตั้งแต่ราชวงศ์หมิง เป็นต้นมา ทำให้ชนชั้นปกครองไม่เคยปรับเปลี่ยนทัศนะคติ ความเชื่อใน ลัทธิข่งจื่อแนวใหม่ ทำให้ประเทศจีนเชื่อโดยไม่ต้องถามหาเหตุผลว่า วัฒนะธรรมและความเจริญของตนเองยิ่งใหญ่ และประเทศจีนก็เป็นประ เทศศูนย์กลางของโลกที่เจริญยิ่งใหญ่เช่นกัน ฉะนั้นการตั้งสมมุติฐาน แตกต่างจากความเชื่อ การเสนอนวัตกรรม การแนะนำปรับความสัมพันธ์ กับต่างชาติล้วนถูกมองเป็นสิ่งที่เหลวไหล และล้มล้างความเชื่อ ราชวงศ์ ชิงจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญหน้า กับอำนาจท้าทายของตะวันตก ที่มาจากทางทะเล
ในศรรตวรรษที่ 19 แรงกดดันจากภายในประเทศเริ่มจากปัญหาทาง เศรษฐกิจ เนื่องจากขณะนั้นประชากรจีนมีอยู่ 300 ล้านคน แต่ประเทศ ไม่มีอุตสาหกรรมหรือการค้าเพียงพอที่จะรองรับแรงงานที่มีอยู่ การไม่ม ีที่ดินทำกิน การฉ้อราษฏร์บังหลวง ล้วนก่อความไม่พอใจและทำให้เกิด การลุกฮือในหลาย ๆ จุดของประเทศ สมาคมลับเช่น สำนักบัวขาวหรือ ไป๋เหลียนเจี้ยว 百莲教 ในทางเหนือ สมาคมฟ้าดินหรือเทียนตี้ฮุ่ย 天 地会 ในทางใต้ ได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อต่อต้านและโค่นล้มราชวงศ์ชิง
การท้าทายจากอำนาจตะวันตก ในที่สุดประเทศจีนก็หลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องเผชิญกับอำนาจทางตะวันตก ดั่งเช่นประเทศในเอเชียทั้งหลาย โปร์โตเกสเป็นชาติแรกที่เข้ามาและ วางรากฐานที่มาเก๋า 澳门 และผูกขาดการค้าต่างประเทศของจีนทั้ง- หมดที่ท่าเรือกว่างโจวหรือกวางเจา 广洲 หลังจากนั้นตามมาด้วยสเปน อังกฤษและฝรั่งเศส
การค้าต่างประเทศในสมัยนั้น ยังไม่มีกฏหมายที่ยึดปฏิบัติเป็นมาตรฐาน คงใช้วิธีปฏิบัติที่สืบเนื่องกันมาเป็นร้อย ๆ ปี ขณะเดียวกันราชวงศ์ชิงเอง มีทัศนะที่ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่งพาต่างประเทศ จึงเพิกเฉยต่อคำเรียก ร้องของประเทศตะวันตกที่ทำข้อตกลงทางการค้าที่เสมอภาคกัน อย่าง- ไรก็ตาม รา่ชวงศ์ชิงกับให้อภิสิทธิแก่ประเทศรัสเซีย เนื่องจากเกรงด้าน ความปลอดภัยทางเหนือที่พระเจ้าซาร์ได้ส่งกำลังเข้ามารุกรานแถบไฮ- หลงเจียง 黑龙江จนพ่ายแพ้แก่รัฐเซีย และได้เซ็นข้อตกลง Nerchinsk (Treaty of Nerchinsk)尼布楚条约ในปี 1689 และข้อตกลงKiakhta (Treaty of Kiakhta) 恰克图条约 ในปี 1727 ซึ่งล้วงเป็นข้อตกลงที่ ทางจีนเสียเปรียบ ประเทศตะวันตกที่เหลือจึงต้องติดต่อค้าขายเฉพาะที่ เมืองท่ากว่างโจวโดยผ่านตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งเพียงไม่กี่ราย
นอกจากสาเหตุด้านการค้าแล้ว ในศรรตวรรษที่ 13 เป็นต้นมายังมีปัญหา ด้านศาสนา เมื่อศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิคพยายามเข้าเผยแพร่ ในประเทศจีน จนถึงศรรตวรรษที่ 19 ยังมีคนเพียงไม่กี่แสนคนเท่านั้นที่ หันมานับถือศาสนาคริสต์ แต่ส่วนใหญ่นับถือนิกายเยซูอิตส์ (Jesuits) นิกายเยซูอิตส์เข้ามาโดยการทุ่มเทให้ความรู้กับวิธีการทำปฏิทิน ภููมิ- ศาสตร์ คณิตศาสตร์ แผนที่ ดนตรี ศิลปะ สถาปัตยกรรม ตลอดจนการ ทำปืนใหญ่ แนวทางของเยซูอิตส์พยายามปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตของชาว จีน และได้รับการประนามจากผู้นำศาสนาในปี 1704 ว่าเป็นการทำลาย ลัทธิข่งจื่อโดยเฉพาะในการกราบไหว้บรรพบุรุษ เหตุการณ์นี้ทำให้ความ เคลื่อนไหวของคริสเตียนอ่อนแอลงอย่าวรวดเร็ว
|