|
ยุคราชวงศ์สุย 隋朝(A.D. 581-617) ประเทศจีนกลับสู่ยุครวมชาติอีกครั้งในราชวงศ์สุย ซึ่งเป็นราชวงศ์มีอาย ุสั้น ๆ ช่วง ค.ศ.581-617 จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มักจะถูกนำไปเปรียบเทียบ กับฉิน เพราะทั้งเหตุการและช่วงเวลาสั้นใกล้เคียงกัน
ยุคสุยทุ่มเททรัพยากรจำนวนมาในการขุดคลอง สำหรับการลำเลียงหรือ ที่รู้จักรคือ Grand Canal 大运河 การบูรณะกำแพงเมืองจีน การทุ่งเท กำลังทหารไปสู้รบการเกาหลี จึงต้องมีเพิ่มการเก็บภาษี ทำให้ประชาชน ไม่พอใจลุกฮือ ข้าราชการไม่จงรักภักดี
ยุคราชวงศ์ถัง 唐朝 (A.D. 618-907) นักประวัติศาสตร์ถือว่ายุคของราชวงศ์ถึงเป็นยุคแห่งความรุ่นเรืองสูงที่สุด ในประวัติศาสตร์จีน เหนือว่าราชวงศ์ฮั่นซึ่งนับว่ารุ่งเรืองมากแล้ว อาณา- เขตใหญ่กว่าสมัยฮั่น
จากการติดต่อสัมพันธ์กับประเทศอินเดียและตะวันออกกลาง ความเจริญ รุ่งเรืองและการประดิษฐ์บานสะพรั่ง มีการผลิตแม่พิมพ์ ทำให้หนังสือสา- มารถเข้าถึงชาวบ้านมากขึ้น เป็นยุคทองด้านวรรณกรรม พุทธศาสนาเผย แพร่สู่ระดับรากหญ้าอย่างแพร่หลาย เมื่อมีการอัญเชิญพระไตรปิฎกจาก อินเดียมาสู่ประเทศจีน ลัทธิข่งจื่อได้รับการฟื้นฟู ระบบการสอบเข้ารับ- ราชการได้ปรับปรุงจนสมบูรณ์เพื่อคัดเลือกบุคคลที่ฉลาดที่สุด และสิ่งที่ สำคัญที่สุดคือ การนำระบบราชการที่ไม่มีอำนาจการปกครองพื้นที่มาใช้ ระบบราชการนี้ถูกนำมาใช้จนถึงการสิ้นสุดของราชวงศ์ชิงในปี ค.ศ. 1911 ข้าราชการนี้ เป็นการทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างชาวบ้านระดับรากหญ้า กับรัฐบาล
ในตอนกลางคริสต์ศรรตวรรษที่ 8 อำนาจของถังเริ่มเสื่อมถอยลง เศรษฐ กิจในประเทศเริ่มสั่นคลอน การทหารเกิดสู้รบพ่ายแพ้แก่อาหรับในปี 751 เมื่ออำนาจอ่อนแกลงก็เป็นโอกาสให้พวกรุกรานทางเหนือเข้ามายึดครอง ในปี 907 และทำให้ประเทศจีนแตกแยกออกเป็นก๊กต่าง ๆ อีกครั้งโดย แยกเป็นทางเหนือ 5 รัฐ ทางใต้อีก 10 รัฐเป็นเวลาครึ่งศรรตวรรษ
ยุคราชวงศ์ซ่ง 宋朝 (ค.ศ. 960-1279) ในปี 960 ถึงคราวของซ่งรวบรวมประเทศอีกครั้ง แต่ยุคซ่งก็ถูกแบ่งออก เป็นสองช่วง คือซ่งเหนือ(ค.ศ.960-1127) และซ่งใต้(ค.ศ.1127-1279) การแบ่งซ่งออกเป็นสองยุค เนื่องจากถูกพวกเร่ร่อนทางเหนือเข้ารุกราน และไม่สามารถตีโต้กลับไปได้
ราชวงศ์ซ่งได้ใช้ระบบการรวมศูนย์อำนาจผสมกับการการแต่งตั้งข้าราช- การจากส่วนกลางออกไปปกครองหัวเมือง ระบบนี้ทำให้ราชสำนักมีเวลา ดูแลกิจการในเมืองหลวงมากขึ้น และในยุคนี้มีการก่อสร้างเมืองไม่เพียง เพื่อการบริหารเท่านั้น ยังเป็นการสร้างเมืองเพื่อเป็นศูนย์กลางการพา- ณิชย์ อุตสาหกรรม พาณิชย์นาวี หัวเมืองชายฝั่งถูกเชื่อมโยงกับหัวเมือง ในแผ่นดิน การพัฒนานี้ทำให้เกิดสามัญชนที่ร่ำรวยขึ้นมาโดยไม่ต้องรับ- ราชการอย่างในอดีตจำนวนมาก
ในด้านวัฒนะธรรมนั้น นอกจากพัฒนาสิ่งที่สืบทอดจากสมัยถังแล้ว ยังมี การบันทึกประวัติศาสตร์ ศิลปะการเขียนภาพ ศิลปะการเขียนภู่กัน และ การทำเครื่องปั้นดินเผาเนื้อแข็ง ลัทธิข่งจื่อมีอิทธิพลเหนือพุทธศาสนา เนื่องจากถูกมองว่าเป็นของต่างประเทศ และไม่มีคำตอบสำหรับการปฏิ- บัติ และแนวทางสำหรับทางการเมืองและปัญหาพื้นฐานทั่วไป ในขณะที่ สำนักข่งฟูจื่อได้พัฒนาสู่ลัทธิข่งจื่อแนวใหม่ โดยการนำเอาปรัชญาแนว คิดดั้งเดิมของข่งจื่อมาสอดแทรกด้วยความเห็น ผสมผสานแนวคิดทาง ศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋า เป็นต้น ลัทธิข่งจื่อแนวใหม่ที่มีอิทธิพลอย่างสูงคือ แนวคิดของ จูสี่ 朱喜 ซึ่งมีแนวคิดในการสอนให้เชื่อฟังฝ่ายเดียว และ- ตำหนิการคัดค้านผู้ปกครอง กล่าวคือ ลูกต้องเชื่อฟังพ่อแม่ ภรรยาเชื่อฟัง สามี ผู้น้อยเชื่อฟังผู้อาวุโสกว่า เป็นต้น แนวคิดนี้ถูกฟังลึกอยู่ในสังคมจีน จนถึงศรรตวรรษที่ 19 แต่ยังคงมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวเกาหลี และ ญี่ปุ่นจนทุกวันนี้
|