|
“คง” ความว่างเปล่า (3) 空-Free & Nature
แทร็คที่ 1 “空” หรือความว่างเปล่า (Overture Free & Natural) บทโหมโรงด้วยเสียงน้ำหยดท่ามกลางเสียงแมลง เสียงกบเขียดรวมบรร เลงบทเพลงใต้หล้าอันสงบในชนบท แล้วกู่เจิงก็สะบัดสายทำลายความ เงียบสงบ ตามมาด้วยไวโอลิน และกู่เจิงอีกที ต่างบรรเลงสอดรับส่งกัน ได้กลมกลืนยิ่ง
แทร็คที่ 2 “希望 (ซีว่าง)” หรือความหวัง (Hope) ฟ้าร้องกึกก้อง สายฝนเย็นฉ่ำชโลมความชุ่มฉ่ำแก่ป่าเขา เสียงกลองเคาะ ตีเวลาปลุกเราให้ตื่นจากภวังค์ เสียงเด็กร้อง”โอ เปนคาเจ เปนคาเจ......” เสมือนเสียงแห่งมนุษยชาติที่มุ่งแสวงหาความหวัง เสียงขลุ่ยกับกีต้าร์ สิ่ง ประดิษฐ์จากภูมิปัญญาของมนุษยชาติขานรับต่อเสียงเด็ก แล้วขลุ่ยก็ส่ง ต่อให้ผีผา เสียงเด็กกับเสียงสุภาพสตรีขับกล่อมจิตใจเต็มไปด้วยความ หวัง
แทร็คที่ 3 “捂 (อู๋)” หรือการรู้แจ้ง (Enlightenment) (ถ้าเป็นพระพุทธองค์ต้องใช้คำว่าตรัสรู้) เพลงนี้ขึ้นต้นด้วยกีต้าร์โป่ง แล้ว รับด้วยเสียงขลุ่ยและกู่เจิง หมู่นักร้องหญิงประสานเสียง “เดิมทีต้นโพธิ์หา มีลำต้นไม่ กระจกใสหาได้เป็นแผ่นกลมไม่ แท้จริงสรรพสิ่งล้วนว่างเปล่า ไม่มีแม้กระทั่งผงธุลีดิน”
แทร็คที่ 4 “永生 (หย่งเซิน)” หรืออมตะ (Immortality) เสียงนกนานาพันธุ์ขับร้องท่ามกลางสายน้ำธรรมชาติ เสียงกลองประกอบ กับเสียงเป่า”ปาฮู” ที่ให้เสียงกลางได้นุ่มนวล ประสานกลมกลืนกับเสียง แห่งธรรมชาติได้ดียิ่ง ขณะเดียวกันมีเสียงผีผาและไวโอลินคอยสอดรับ กันเป็นช่วง ๆ แล้วจบลงด้วยเสียงนกอีกครั้ง ฟังแล้วมันช่างผ่อนคลายดี แท้
แทร็คที่ 5 “无知 (อู๋จือ)” หรือไร้มลทิน (Innocence) เพลงนี้เสียงกีต้าร์โป่งเป็นตัวเด่น การดีดเกาสายในจังหวะที่สบาย ๆ ท่าม กลางเสียงคลื่นลม แล้วรับด้วยเสียงฟรุ๊ทที่เป่าได้อารมณ์เสมือนเสียงลม พัดโบกมาเป็นช่วงๆ เสียงร้องสภาพสตรีเสียงสูงให้ชีวิตชีวาแห่งมนุษย- ชาติ ทุกอย่างกลมกลืนลงตัวได้ดียิ่ง
แทร็คที่ 7 “问道 (เวิ้นต้าว)” หรือแสวงทาง (Asking for direction) เสียงกลองอันเยือกเย็นเหมือนเสียงกลองในวัดวาปลุกให้ตื่นจากการหลับ ใหล เสียงกู่เจิงดีดพร้อมกับการสีของเชลโลช่วงสั้น ๆ ประมาณ 15 วินาที แล้วทุกอย่างหยุดนิ่ง คงเหลือแต่เสียงกระทบของโลหะเหมือนกับเสียง ของโมบิลต้องสายลมถึง 45 วินาที ราวกับนักแสวงหาอยู่ในภาวะลังเลจะ เดินทิศทางใด จากนั้นเสียงกู่เจิงดังขึ้นอีกครั้งโดยมีเชลโลเข้ามาเสริมเป็น ช่วง ๆ ตลอดจนถึงท้ายเพลง เสียงกลองตีขึ้นมาอีกครั้งเสมือนว่าชีวิตเรา หมดเวลาที่จะลังเลแล้ว เราต้องเลือกเส้นทางเดินของเราแล้วแล้วจบด้วย เสียงกระทบของโลหะจนค่อย ๆ จางหายไป
แทร็คที่ 10 “希望.光明 (ซีว่าง.กวางหมิง)” หรือแสงแห่งความ หวัง (Light and Hope) แทร็คสุดท้ายของผลงานชุดนี้ มันเหมือนกับแทร็คที่ทางผู้ประพันธ์ตั้งใจ ให้เป็นบทสรุปของเพลงทั้งหมด จากจำนวนเพลงในชุดทั้งหมด 10 เพลง ชื่อเพลงแต่ละเพลงเสมือนเป็นปรัชญาที่มนุษย์แสวงหา แต่สะเปะสะปะ เพลงนี้จึงเป็นบทสรุปของชีวิตที่ผ่านกระบวนการแสวงหาแล้วได้เกิดแสง สว่างแห่งความหวังขึ้นมาในชีวิต ในเก้าเพลงที่ผ่านมาล้วนแต่บรรเลงด้วย เครื่องดนตรีในแต่ละช่วงทีละชิ้นสองชิ้นเพื่อความเป็นธรรมชาติ แต่เพลง นี้บรรเลงโดยวงออเคสตร้าวงใหญ่ และมีเสียงคอรัสทั้งเสียงเด็ก เสียงสุ ภาพสตรี และเสียงสุภาพบุรุษ โดยการนำเอาส่วนหรือ elements ต่าง ๆ ในแต่ละเพลงมาผสมรวบยอดมาสู่บทสรุปนี้
นับเป็นการวางแผนและการวางความคิดรวบยอด(Concept) ที่ชาญฉลาด และลงตัวยิ่งของเติ้งเหว่ยเปียว ถือเป็นผลงานที่ควรสนับสนุน ถึงแม้บาง จุดของผลงานยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง อย่างแทร็คที่ 2 “Hope” เสียงเอฟ เฟคฟ้าร้องนั้น ถ้าใครเคยฟังผลงานของ Noel Quinlan ในชุด “The Mid- dle Kingdom” จะทำได้ดีและได้บรรยากาศกว่า แต่ก็ถือว่าเติ้งสอบผ่าน ได้ไปเลย 90 เต็ม 100 จากผลงานนิวเอจชิ้นแรกในชีวิต
“คง”ไม่ทำให้คุณผิดหวัง แต่มันน่าจะเติมเต็มความสุขให้กับทุก ๆ คนที่ได้ ฟัง แต่สำหรับชีวิตคนเรานั้น เราเองที่จะต้องเป็นผู้เลือกสรรเองว่าเราจะ ”คง” มันอย่างไร แต่ไม่ว่าจะ “คง”หรือ “ความว่างเปล่า” มันคงไม่ได้แตก ต่างกัน เพราะในเมื่อ”สรรพสิ่งคือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าคือสรรพ- สิ่ง”
|