|
เหลียงจู้ในบทเพลงคลาสสิก ที่นำเรื่องราวของเหลียงจู้มาเล่าเสียยืดยาว ก็เพื่อให้เข้าใจ และรู้อย่าง ถ่องแท้ถึงความเป็นมา เนื่องจากบทเพลงคลาสสิกมีความยาวถึงยี่สิบกว่า นาที และแบ่งออกเป็นหลายมูฟเม้นต์(movement)ในแต่ละมูฟเม้นต์นั้น จะมีลีลาอารมณ์ที่แตกต่างกันไป
จุดเริ่มต้นของของบทเพลงคลาสสิกเหลียงจู้ มาจากมันสมองของนักศึก ษาในสถาบันดนตรีซั่งไห่ 上海音乐学院 โดยมีนักไวโอลินนามเหอ- จ้านหาว 何占豪 กับนักประพันธ์เพลง นามเฉินกัง 陈钢 โดยเฉินกังเอง เดิมมาจากบทเพลงพื้นบ้านที่เรียกว่าัีเยว่จี้ 越剧 ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับงิ้ว ที่พวกเรารู้จักรกันดี แต่เมื่อเขาเข้าศึกษาในสถาบันดนตรีเขาศึกษาเทค นิคทางดนตรีตะวันตกอย่างหนัก จนวันหนึ่งเขาเริ่มมีคำถามกับตัวเองว่า “ตัวเองเป็นใครและศึกษาสิ่งเหล่านี้เพื่อใคร แล้วตัวเองจะเล่นบทเพลง ของ Bach กับ Beethovenให้ชาวบ้านฟังกระนั้นเหรอ ผมเล่นพวกเขาก็ฟัง แต่เมื่อถามพวกเขาว่า เข้าใจที่เขาเล่นมั๊ย พวกเขาส่ายหัวกันทุกคน” แต่ เฉินกัง 陈钢 รู้ว่าชาวบ้านชอบฟังงิ้วและเข้าใจด้วย เขาเลยคิดว่าจะทำ อย่างไรที่จะนำเอาไวโอลินซึ่งมีความเป็นพิเศษและไพเราะ มาผสมผสาน กับบทเพลงพื้นบ้านให้ได้ เฉินกังเลยทุ่มเทเวลาอย่างหนัก โดยกลางวัน ศึกษาเทคนิคดนตรีตะวันตก และกลางคืนก็ฟังงิ้ว หลังจากนั้น ก็ได้ร่วม กับเพื่อนนักเรียนช่วยกันปรับแนวดนตรีพื้นบ้านจีนให้เข้ากับไวโอลิน แล้ว นำเอาผลงานที่ปรับแล้ว ไปเล่นตามโรงงานและหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อดูผล ตอบรับ ก็ไม่ผิดหวังผลตอบรับกลับมาดีมาก และเป็นกำลังใจให้พวกเขา เขียนบทเพลงมากยิ่งขึ้น แต่บางครั้งเฉินกัง陈钢เองก็รู้สึกท้อถอยเนื่อง จากคิดว่าพวกเขาเองยังอายุน้อยเกินไป และไม่พร้อมที่จะทำสิ่งเหล่านี้ แต่เขาก็ได้รับกำลังใจจากอาจารย์ติงชานเต๋อ丁山德 ซึ่งเป็นที่ปรึกษา ในการทำงานของพวกเขาว่า “พวกคุณล้วนคิดว่าบีโธเว่นและโมสาร์ตยิ่ง ใหญ่ แต่จำไว้ว่าผลงานส่วนใหญ่ของพวกเขา ก็มาจากบทเพลงพื้นบ้าน เหมือนกัน”
ในที่สุด เหอจ้านหาว 何占豪 กับเฉินกัง 陈钢 ก็ประพันธ์เพลงเหลียงจู้ สำเร็จเสร็จสมบูรณ์ในปี 1959 และนำออกแสดงสู่สายตาที่โรงละคร ลิเซียม (Lycium Theather) ในนครซ่างไห่上海(เซี่ยงไฮ้)ในเตือน พฤษภาคม ในปีเดียวกันปรากฏว่าได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลาม แม้แต่ หนังสือพิมพ์พีเพิลเดลี่ 人民日报 ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรคคอม มิวนิสต์จีนยังอดไม่ได้ที่จะเขียนชมลงในหนังสือพิมพ์้
บทเพลงเหลียงจู้แบ่งจังหวะดนตรีเป็นสามมูฟเม้นต์หลัก ๆ คือ มูฟเม้นต์ที่หนึ่ง “ความรัก” 相恋 เสียงไวโอลินจะออกหวานสนุก สนามร่าเริง ฟังดูเหมือนดั่งบทกลอนขับกล่อมก็ไม่ปาน บทเพลงบรรยาย ถึงการพบเจอกันของเหลียงซานป๋อกับจู้ยิงถาย ในระหว่างเดินทางสู่หัง- โจว การหยอกเย้ากัน และการใช้ชีวิตร่วมหอห้องเรียนตลอดสามปี จน ถึงปลายท่อนเสียงไวโอลินเริ่มช้าออกเศร้าสร้อยอาลัยอาวรในการต้องลาจากกัน
มูฟเม้นต์ที่สอง “ต้านวิวาห์” 抗婚 ท่อนนี้ก็โหมกระหน่ำด้วยเสียงไว- โอลินและไวโอล่า เพื่อแสดงออกถึงอารมณ์การต่อต้านงานวิวาห์ที่ฝ่าย พ่อแม่จู้ยิงถายจัดมอบให้ ขณะเดียวกัน การบรรเลงของกลุ่มไวโอลิน และไวโอล่าที่ตอบโต้กันไปมาถ่ายทอดถึง การมาเจอะเจอกันอีกครั้งของ เหลียงซานป๋อและพบว่าที่แท้จู้ยิงถายเป็นสตรีเพศที่สวยงาม จากนั้นเสียง ไวโอลินก็ออกเนิบ ๆ ช้า ๆ เสมือนการรำพึงรำพันถึงความรักที่รู้ช้าไป ใน ท่อนนี้ได้นำเอาการเคาะแผ่นไม้ที่ใช้ในเยว่จู้ 越剧 หรืองิ้วมาผสมผสาม การสีไอโอลินขึ้นสูงกระแทกกระทั้นบีบคั้นอารมณ์คนฟัง จนถึงปลายท่อน ที่จู้ยิงถายผ่านไปที่สุสานของเหลียงซานป๋อ เสียงดนตรีจะเน้นด้วยเครื่อง ดนตรีเสียงต่ำอย่างเซลโล กลองใหญ่แทรกด้วยเครื่องเป่าโหมบรรเลง อันเป็นจุดเไคลแมกซ์ของท่อนนี้
มูฟเม้นต์ที่สาม “แปลงร่างเป็นผีเสื้อ” 化蝶 ท่อนนี้เริ่มกลับสู่เสียงไว โอลินช้า ๆออกหวาน ๆ แต่บนเศร้า เริ่มกลับเข้าสู่บรรยากาศแห่งความรัก จนนั้นทั้งสองก็แปลงร่างเป็นผีเสื้อบินออกจากรอยแยกที่ฝังศพ เสียง กลองตีเชิดอย่างเร้าใจ จากนั้นเสียงไวโอลินก็สอดรับบรรเลงไปจนเสียง ค่อยๆ จางหายไปพร้อม ๆ กับผีเสื้อทั้งคู่บินหยอกอย่างมีความสุข สู่สุด ปลายสายรุ้ง
|