ศิลปะวัฒนธรรม 文化艺术 - เอ้อหู-ซอเสนาะสองหู

เอ้อหู-ซอเสนาะสองหู 二胡 (1)

 

 

สำหรับนักฟังเพลงประเภทบรรเลงของจีน  หรือแม้แต่เพลงร้องของจีน เครื่องดนตรีที่เราค้นหูคงหนีไม่พ้นสองสามประเภท ที่มักถูกนำไปประ กอบในตัวโน้ต ประเภทเครื่องสายคงหนีไม่พ้นซอเอ้อหู 二胡 (Erhu) ผีผา(Pipa)琵琶 และกู่เจิง 古筝  เนื่องจากซอเอ้อหูอาจดูใกล้เคียงกับ ซอของไทยประเภทซออู้ อด้วงเราจึงมีผลงานบางชุดที่นำเอาซอเอ้อหูมาบรรเลงเพลงไทยเดิมของเรา  ซึ่งก็เข้ากันได้ดี ไหลลื่นฟังแล้วไม่มี ความรู้สึกแปลกแยก

 

 

 

 

 

ความเป็นมาของเอ้อหู


ถึงแม้เราจะรู้จักผลงานเพลงที่บรรเลงโดยเอ้อหู แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่จะไม่ทราบถึงที่มาที่ไปของเครื่องดนตรีประเภทนี้ ซึ่งมีมาแต่โบราณอายุอานามไม่ต่ำกว่า 2000 ปีแล้ว  โดยมีหลักฐานบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง 宋 (ค.ศ.420-478)  โดยเรียกว่า ซอหู” หรือหูฉิน 胡琴 และ “หนานหู” 南胡 โดยสันนิษฐานว่า ต้นแบบของเอ้อหูน่าจะมาจาก “ซีฉิน” 奚琴 ใน สมัยราชวงศ์ถัง 唐นเผ่าซีที่อยู่ทางเหนือได้นำเอาแผ่นไม้ไผ่สองแผ่นมา ขึงและสีให้เกิดเสียง จึงเรียกเครื่องดนตรีประเภทนี้ว่า ซีฉิน หรือซอของ เผ่าซี ในยุคราชวงศ์ถังนั้น เครื่องดนตรีที่มาจากทางเหนือ หรือตะวันตก เฉียงเหนือที่ใช้ซีล้วนถูกเรียกว่า “ฉิน” หรือซอ เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วคำว่า “หู” มาจากไหน กล่าวกันว่า ชนเผ่าที่อยู่ทางใต้ของแม่น้ำเหลือง (ฮวงโห) มักเรียกชนเผ่าที่อยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำว่า “หู” หรือชาวหู

 

อาปิ่ง - ศิลปินเอ้อหู เครื่องดนตรีประเภทนี้ก็มาจากทางเหนือหรือเป็นผลผลิตจากภูมิปัญญาของชาวหู จึงเรียก “หูฉิน” หรือ “ซอหู” คำถามที่ตามมาอีกว่า แล้วคำว่า “เอ้อ 二” หรือ “สอง”ตามความหมายในภาษาไทยล่ะ เนื่องจากตัวซอหูนี้เป็นเครื่องดน ตรีประกอบด้วยสองชิ้นหลัก คือตัวคันชักและตัวซอ จึงเป็นที่มาของเครื่อง ดนตรีที่เรียกว่า”เอ้อหู” ในยุคราชวงศ์หมิง(明朝) และ ชิง (清朝) เครื่องดนตรีเอ้อหูได้รับความ นิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในเหล่าศิลปินพื้นบ้าน  อย่างเช่นศิลปิน ตาบอดอาปิ่ง 阿炳 หรือ หัวเยี่ยนจวิน 华彦钧 (1893-1950)  ซึ่งติด ตามคุณพ่อเร่ร่อนไปแสดงดนตรีหาเลี้ยงชีพตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ในฤดูหนาว เนื่องจากอากาศหนาวเหน็บต้องคอยเอาสองมือถูให้เกิดความอบอุ่น แต่ แทนที่จะถูมือเฉย ๆ อาปิ่งก็เอาเอ้อหูมาสีแทน ในฤดูร้อนยุงเยอะ อาปิ่งก็ มีวิธีไม่ให้ยุงกัดด้วยการเอาขาแช่ไว้ในน้ำ ส่วนมือก็สีเอ้อหูเพื่อใช้เสียง ดนตรีไล่ยุง ด้วยการที่เล่นเอ้อหูตั้งแต่อายุยังน้อย จึงเกิดความชำนาญ อย่างหาผู้เปรียบไม่ได้  กว่าอาปิ่งจะเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับก็หลัง
การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ได้รับโอกาสขึ้นแสดงเดี่ยวเอ้อหูท่ามกลาง ฝูงชนเป็นครั้งแรก

 

จนได้รับการปรบมืออย่างกึกก้องและยาวนั้น ก่อนที่ เขาจะจบชีวิตในปี 1950 เขาได้ฝากผลงานเพลงไว้กับวงการไม่น้อยกว่า 300 เพลง แต่น่าเสียงดายที่ส่วนใหญ่ได้หายสาบสูญไปหากแต่ว่า ในยุคต้นราชวงศ์ชิงนั้น สมัยฮ่องเต้เจียชิ่ง 嘉庆ขึ้นสู่บัลลังนั้น แต่เฉียนหลง乾隆 กลับได้รับการยอมรับมากกว่า จึงเกิดสถานการณ์ “สองฮ่องเต้” 二皇共政การแสดงพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมสมัยนั้นคือ “เอ้อฮ๋วง 二簧” ออกเสียงเหมือนคำในความหมายว่า “สองฮ่องเต้” (แต่ เขียนต่างกัน) และเป็นการแสดงที่ใช้เอ้อหูซึ่งเป็นเครื่องดนตรีสองชิ้นประ กอบ การสีซอเอ้อหูในช่วงนั้น ถ้าหากสายเกิดขาด ไม่ว่าสายที่คันชักหรือ ตัวซอจะถูกตีความว่า ฮ๋องเต้องค์ใดองค์หนึ่งจะต้องถูกฆ่า จึงทำให้เสียง ซอเอ้อหูขาดหายจากวงการศิลปะดนตรีจนสิ้นสุดความขัดแย้งในราชสำนักได้คลี่คลายลง 

หน้าถัดไป